• @TOM NEWS
  • Jan-Feb 2019

10 อันดับหนังสือจริตเกย์น่าอ่าน ประจำปี 2018

เป็นอีกปีที่เพจ ชีวิตผมก็เหมือนหนัง จัดอันดับ 10 หนังสือจริตเกย์น่าอ่านประจำปี และเราก็เชื่อว่า หนังสือเหล่านี้ ชาว LGBT ก็น่าจะรักและควรสรรหามาอ่านด้วยเช่นกัน 

No photo description available.
เสเพลบอยชาวไร่
‘รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียน

มากไปกว่าความสนุกของเรื่องราวและความยียวนเชิงภาษาของ “เสเพลบอยชาวไร่” คือการได้มองเห็นความเป็นมนุษย์ของเหล่าตัวละครชาวไร่ทาบทับบนตัวมนุษย์คนเมืองยุคนี้สมัยนี้ และพิสูจน์ได้จริงว่า เสเพลบอยชาวไร่นั้นช่างร่วมสมัย ไม่เก่าเชย ตกยุคอะไรเลย ถึงจะถูกเขียนขึ้นมากว่า 50 ปีแล้วก็ตาม เรื่องราวชวนหัวของเหล่าตัวละครหลายสิบชีวิตในเสเพลบอยชาวไร่ถูกเล่าสบายๆ ด้วยท่าทีอวลอารมณ์ขัน จิกกัดเสียดสีแบบแสบๆ คันๆ แต่หลายบทหลายตอนก็ทำเอาจุกไปหลายวัน เราได้เห็นความไร้สาระของการใช้ชีวิตชาวไร่ ที่บ้างก็เอาแต่สอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน นินทาไปสามคุ้งสามแคว บ้างก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องใต้สะดือ บ้างก็เอาแต่เมามายไปกับเหล้ายา และบ้างก็ตามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ แหม ชีวิตชาวไร่มันช่างไม่ต่างจากชีวิตชาวกรุงในยุคนี้จริงๆ 

ชอบมากที่เราสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้แบบเรื่องสั้นจบเป็นตอนๆ ก็ได้ หรือจะอ่านแล้วมองภาพรวมกว้างๆ แบบนวนิยายก็ได้เช่นกัน แล้วพออ่านจบเล่ม เราก็หลงรักและผูกพันกับเหล่าตัวละครไปโดยไม่รู้ตัว พอถึงบทสุดท้าย นี่ก็ถึงกับน้ำตาซึมตามตัวละครไปซะอย่างนั้น เสเพลบอยชาวไร่ ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน (พ.ศ. 2408-2519) ซึ่งเป็นงานวิจัยของวิทยากร เชียงกูล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับคณะวิจัยอีก 10 ท่าน ชื่อ "โครงการวิจัยเพื่อคัดเลือกและแนะนำหนังสือดีในรอบศตวรรษ" ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในช่วงปี พ.ศ. 2540-2541


Image may contain: 1 person, text
My Son Wears Heels ลูกชายฉันใส่ส้นสูง
จูลี่ ทาร์นีย์ เขียน / นิลุบล พรพิทักษ์พันธุ์ แปล

จูลี่ ทาร์นีย์ ถ่ายทอดช่วงเวลา 20 กว่าปีของการเลี้ยงแฮร์รี่ผู้เป็นลูกชายที่เธอรักออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ได้แบบเซอร์ไพรส์เรามากเลยนะ เพราะในขณะที่จูลี่ก็เป็นแม่แบบที่เราคาดหวังปฏิกิริยาได้เมื่อลูกชายวัย 2 ขวบถามว่า “แม่รู้ได้ไงว่าผมเป็นผู้ชาย?” นั่นคือตื่นตระหนกและพยายามค้นหาว่าฉันพลาดอะไรไปถึงทำให้ลูกชายเป็นเช่นนี้ แต่เธอก็มีวิธีการรับมือและจัดการความรู้สึกของเธอในแบบที่น่าทึ่ง การค้นคว้าหาคำตอบอย่างค่อยเป็นค่อยไป การให้โอกาสลูกได้เติบโตในแบบที่เค้าเลือกด้วยตัวเอง โดยไม่สร้างกรอบหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ที่ทำร้ายความรู้สึกลูก เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่เธอต้องการมอบให้ลูกคือ ทำให้เค้ามีความสุขในแบบที่เค้าเป็นมากที่สุด นั่นทำให้เมื่อแฮร์รี่อยากได้ตุ๊กตาบาร์บี้ อยากใส่กระโปรง อยากเล่นลิปสติก หรืออยากใส่วิก จูลี่จึงเป็นแม่ที่ยอมให้ลูกได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ และค้นหาตัวตนที่แท้จริงไปพร้อมกับลูก เมื่อลูกกำลังสงสัยว่า “ผมอาจจะเป็นไบเซ็กช่วล” หรือเมื่อวันที่ลูกประกาศชัดว่า “แม่ครับ ผมเป็นเกย์” (ที่ยังชอบแต่งเป็นแดรกควีนในบางครั้งคราว) นั่นทำให้เธอถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจที่ในที่สุดลูกชายของเธอก็ค้นพบตัวตนของเค้า ฟังดูเหมือนทุกอย่างราบรื่นราวกับโปรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เปล่าเลย ทั้งจูลี่และแฮร์รี่ก็ต้องผ่านช่วงเวลาของการยืนหยัดและต่อสู่กับโฮโมโฟเบีย (การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน) ด้วยเช่นกัน

ชอบมากที่ในหลายช่วงหลายตอน จูลี่หลีกเลี่ยงการดึงดราม่า เล่นใหญ่ หรือฟูมฟาย ทั้งที่มีโอกาสทำได้ และชอบมากขึ้นไปอีก เมื่อเธอเปิดเผยชีวิตส่วนตัวและความรู้สึกของเธอเองอย่างตรงไปตรงมา เพราะเวลา 20 ปี มันไม่ใช่แค่แฮร์รี่ที่เติบโตขึ้นหรอก ตัวจูลี่ก็ได้เติบโตไปด้วยเหมือนกัน ที่สำคัญ ในขณะที่เราสะเทือนใจกับสิ่งที่แฮร์รี่ต้องเผชิญนอกบ้าน และปลาบปลื้มใจกับสิ่งที่แม่อย่างจูลี่ทำเพื่อลูก เรากลับสลัดความเศร้าที่จูลี่ในวัยเด็กต้องเผชิญความโหดร้ายจากพ่อแม่ของตัวเองไปไม่ได้ แม้ว่าที่สุดแล้วการถูกเลี้ยงดูมาอย่างนั้นจะทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งและเป็นแม่ที่ดีเหลือเกินอย่างในวันนี้ก็ตาม


Image may contain: text
เสียงร่ำไห้กลางสายฝน
หยูหัว เขียน / ณฐา เกียรติบารมี และ อรินทรา ตั้งสถิตเกียรติ์ แปล

เสียงร่ำไห้กลางสายฝน (Cries in the Drizzle) ผลงานนวนิยายชิ้นแรกของ “หยูหัว” ผู้โด่งดังจาก “คนตายยาก” (To Live) ที่กลายมาเป็นหนังระดับรางวัลของ จางอี้โหมว วางสงบนิ่งอยู่ในห้องเรามานานหลายปี (นี่คือฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี 2557) แต่หนังสือดีหยิบมาอ่านเมื่อไหร่ก็คือหนังสือดี และนี่คือนวนิยายจีนดาร์กๆ อีกเล่มจาก Nanmeeboos ADULT ที่เราอ่านแบบวางไม่ลง เรื่องราวชีวิตแสนดราม่ารันทด แต่โคตรอ่านสนุก ของ “ซุนกวงหลิน” เด็กน้อยที่ถูกพ่อแม่ผู้ยากจนขายให้ไปอยู่กับครอบครัวผู้ร่ำรวยในเมืองใหญ่ แต่แล้วเมื่อเกิดเหตุให้เค้าต้องเดินทางกลับมาอยู่กับครอบครัวในต่างจังหวัดห่างไกลความเจริญอีกครั้ง เค้าก็พบว่า บ้านที่ไม่เคยต้อนรับและตราหน้าว่าเค้าเป็น “ตัวซวย” นั้นค่อยๆ จมดิ่งสู่หายนะอีกครั้ง ... และอีกครั้ง

ชอบวิธีการเขียนของหยูหัวมาก เพราะมันเริ่มต้นเรื่องจากวันที่ซุนกวงหลินเดินทางกลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง แล้วก็ต้องค่อยๆ ปะติดปะต่อความทรงจำในอดีตที่ยังเป็นเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เรื่องราวของปู่ย่าตายาย เข้ากับเหตุการณ์ตรงหน้า และเชื่อมโยงไปถึงตอนโต ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับกำลังอ่านบันทึกความทรงจำของคนคนนึงจริงๆ จนหากบอกว่านี่บันทึกอัตชีวประวัติของหยูหัวเอง เราก็เชื่อ! ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการเล่าเรื่องแบบ “หลายชีวิต” ที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน โดยที่แต่ละชีวิตก็มีปม มีเรื่องราวแสนเศร้า และน่ามหัศจรรย์กันทั้งนั้น ก็ทำให้อ่านไปได้เรื่อยๆ แบบติดหนึบหนับ จริงอยู่ว่า แต่ละบทที่ผ่านไป เราจะพบชะตากรรมแสนเศร้าของผู้คนมากมาย แต่หยูหัวก็รู้จักหยอดจังหวะเบรคพักอารมณ์ ด้วยเรื่องสนุกๆ ผ่อนคลาย หรือเรื่องน่ามหัศจรรย์ที่ทำให้อ่านไปได้เรื่อยๆ ทุกตัวละครต่างมีด้านมืดด้านสว่าง มีช่วงเวลารุ่งโรจน์และตกต่ำ มีความสุขและความเศร้า 

 

Image may contain: text and outdoor
ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ
ฮิงาชิโนะ เคโงะ เขียน / กนกวรรณ เกตุชัยมาศ แปล

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ สามหนุ่มโจรกระจอกได้หลบหนีตำรวจเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในร้านชำร้างแห่งหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆ แล้วได้พบว่ามีจดหมายลึกลับถูกสอดเข้ามาผ่านช่องประตู ก่อนจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า ร้านชำนามิยะแห่งนี้เคยเปิดรับตอบปัญหาต่างๆ ผ่านทางจดหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่โตแค่ไหน ร้านชำแห่งนี้ก็ยินดีรับฟังและแนะนำทางออกให้ น่ามหัศจรรย์ไปกว่านั้นคือจดหมายที่พวกเค้าได้รับในคืนนี้นั้นถูกส่งมาจากอดีต และพวกเค้าก็ดันเขียนจดหมายตอบกลับไปในฐานะคุณนามิยะเจ้าของร้านชำแล้วซะด้วยสิ! ความพยายามช่วยแก้ปัญหาชีวิตของผู้คนในอดีตผ่านจดหมายโต้ตอบไปมาจึงเริ่มขึ้น

ตอนแรกเราคิดว่าเรื่องราวจะดำเนินไปแบบนี้เรื่อยๆ ทว่า ฮิงาชิโนะ เคโงะ กลับเลือกเล่าสลับเหตุการณ์ย้อนไปมา ทั้งเรื่องราวในพาร์ตของคุณนามิยะเอง และเรื่องราวของสามโจรกระจอกที่กำลังตอบคำถาม ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเรื่องราวแบบหลายชีวิตของตัวละครหลากหลายกลุ่มกลับมาบรรจบพบกันในท้ายที่สุด ก็ทำให้เรากรี๊ดแตกมาก เพราะทุกอย่างคือการวางหมากบนกระดานเส้นเรื่องไว้หมดแล้ว และพอเป็นเช่นนี้ มันก็ทำให้เรื่องปาฏิหาริย์การตอบจดหมายย้อนเวลากลายเป็นปาฏิหาริย์แบบเด็กๆ ไปเลย เพราะยังมีปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นครอบจักรวาลเรื่องเล่านี้อยู่อีกชั้นต่างหาก นอกจากการเล่าเรื่องอันแสนซับซ้อนแบบเรียบง่าย และเลือกบทสรุปให้แต่ละตอนจบลงด้วยพลังบวก จนคล้ายเรากำลังอ่านนิทานก่อนนอนแล้ว “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” ยังเต็มไปด้วยเรื่องโรแมนติกชวนฝัน แม้หลายๆ ตอนจะมีความหม่นเศร้าเจืออยู่ แต่มันก็ย้ำชัดเจนถึงการเชื่อในคุณความดีในตัวมนุษย์ และนั่นก็ยิ่งทำให้เราอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบล
 
Image may contain: text
ลักษณ์อาลัย
อุทิศ เหมะมูล เขียน

นวนิยายของนักเขียนรางวัลซีไรต์ที่ระบุว่าเป็น “หนังสืองานศพ” แด่พ่อของเขา และแม้ว่าเขาจะพยายามย้ำนักหนาว่านี่คือนวนิยาย แต่มันก็อดไม่ได้ที่เราจะคิดว่ามันเป็นบทบันทึกจากชีวิตจริงของเขาและครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวละครหลักของเรื่องที่แทนตัวเองว่า “ผม” นั้นมีชื่อว่า “อุทิศ” พร้อมกับรายละเอียดรายล้อมที่สมจริงสมจัง เมื่อได้ทราบข่าวจากครอบครัวว่าผู้เป็นพ่อประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต อุทิศ ชายหนุ่มผู้ทำงานในแวดวงวรรณกรรมหนังสือ จึงต้องเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อเผชิญหน้ากับความทรงจำอันเลวร้ายระหว่างเขาและพ่อรวมถึงความห่างเหินและบรรยากาศน่าหงุดหงิดระหว่างเขา แม่ น้องชาย และสังคม มิหนำซ้ำเรื่องยังอึดอัดกดดันมากขึ้น เมื่อเขาต้องรับผิดชอบดูแลการเจรจาคดีความที่เกิดขึ้นกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น 

หากมองในแง่ตัวละคร อุทิศ เป็นตัวละครที่ผู้อ่านยากจะทำใจรักได้ ความเย่อหยิ่ง วางตัวสูงส่งกว่าคนอื่น ไร้หัวใจ และเต็มไปด้วยโทสะ แม้เรื่องราวจะย้อนกลับไปดูยังต้นเหตุที่ว่า เราก็ยังพบว่า นี่ช่างเป็นตัวละครที่คิดถึงแต่ตัวเอง และเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลเหลือเกิน ตรงกันข้ามกับน้องชายอย่าง “วัฒน์” ที่ช่างน่าสงสารไปเสียทุกเรื่อง และมันก็น่าประหลาดใจที่เราได้เห็นนักเขียนเขียนถึงตัวละครซึ่งน่าจะมีตัวเองเป็นแบบอย่างได้ดำมืดขนาดนี้ แต่ในความเกลียดชังตัวละคร มันก็มีความชื่นชมในความหาญกล้าที่นำเสนอภาพตัวเองได้มืดหม่น และความรู้สึกต่างๆ มันก็ผสมปนเปกันไปหมด แม้เราจะเชื่อในท้ายที่สุดว่า นี่คือนวนิยายเรื่องแต่ง หาใช่เรื่องจริงจังทั้งหมดไม่ เช่นเดียวกับที่เขาย้ำไว้แล้วในเรื่องว่า มันเป็นการตัดแต่งความทรงจำ 


No photo description available.
84, Charing Cross Road : ร้านหนังสือเลขที่ 84 ถนนแชริงครอสส์ 
Helene Hanff เขียน / รังสิมา ตันสกุล และ ปราบดา หยุ่น แปล

โรแมนติกและอิ่มเอมใจมาก ทั้งๆ ที่ “ร้านหนังสือเลขที่ 84 ถนนแชริงครอสส์” ไม่ใช่หนังสือบอกเล่าเรื่องราวที่มีสายสัมพันธ์สวาทอะไรเลย แต่การเขียนจดหมายสื่อสารกันข้ามทวีปของนักเขียนหญิงผู้มีอารมณ์สวิงเหวี่ยงวีนอย่าง “เฮเลน แฮฟฟ์” และ “แฟรงค์ โดล” ผู้จัดการร้านขายหนังสือ มาร์คส์ แอนด์ โค. ในลอนดอน ผู้จริงจังและทำงานอย่างมืออาชีพนั้นช่างมีชีวิตชีวา สนุกสนาน และสร้างรอยยิ้มให้ผุดพรายตลอดเล่ม

จากวันแรกในปี 1949 ที่ เฮเลน แฮฟฟ์ เขียนจดหมายช่างสำบัดสำนวนส่งจากอเมริกาไปยังร้านหนังสือที่ระบุว่าเป็น “ร้านค้าหนังสือโบราณ” เพื่อหาหนังสือที่เธออยากได้ แล้วได้รับจดหมายตอบกลับอย่างเป็นทางการ แต่ทำให้เธอกรี๊ดแตก เพราะ “เอฟพีดี” ตัวแทนของมาร์คส์ แอนด์ โค. เรียกเธอว่า “มาดาม” ทั้งคู่ (และพนักงานของร้านบางคน) ได้เขียนจดหมายโต้ตอบไปมากันยาวนานถึง 20 ปี โดยนอกจากการสั่งซื้อหนังสือหนังหาทั่วๆ ไปแล้ว เรายังได้เห็นมิตรภาพอันงอกเงยระหว่างกันด้วย โดยเฉพาะในเมื่อช่วงเวลานั้น อังกฤษกำลังเผชิญหน้ากับยุคข้าวยากหมากแพงจากภัยสงคราม เฮเลนไม่เคยรีรอที่จะส่งอาหารแห้งและข้าวของเครื่องใช้ติดไปด้วยเกือบทุกครั้ง ทั้งๆ ที่เธอเป็นเพียงนักเขียนธรรมดาๆ คนหนึ่ง และยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมายระหว่างบรรทัดที่เราสัมผัสได้ว่า มันคือมิตรภาพที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ 

เพราะไม่เคยรู้จักหนังสือเล่มนี้มาก่อน เราเลยอ่านไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า นี่มันคือจดหมายจริงๆ หรือไม่ เฮเลน แฮฟฟ์ มีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่ทริกที่นักเขียนใช้ชื่อตัวเองเป็นตัวละคร จนกระทั่งอ่านจบแล้วไปค้นต่อนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่า เฮ้ย มันคือจดหมายโต้ตอบกันจริงๆ ของนักเขียนกับผู้จัดการร้าน ทุกถ้อยคำทุกบรรทัดคือความรู้สึกจริงๆ ของพวกเค้า โอย ยิ่งรัก มากไปกว่านั้น มันยังเคยถูกถ่ายทอดเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์ในปี 1987 ด้วยชื่อ 84 Charing Cross Road โดยมีนักแสดงอย่าง Anne Bancroft, Anthony Hopkins และ Judi Dench แสดงนำ ต้องไปหามาดูให้ได้!!


No photo description available.
สิงโตนอกคอก
จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เขียน

ซื้อมาตั้งแต่ประกาศว่าหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เข้ารอบซีไรต์ปี 2560 ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า สไตล์ วิธีเขียน เรื่องราว และภาษาของ "จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท" นั้นค่อนข้าง "ใหม่" และน่าจับตามอง จนเมื่อลงเอยว่า “สิงโตนอกคอก” คว้ารางวัลซีไรต์มาได้ในที่สุดนั่นแหละ ถึงได้เริ่มตั้งต้นอ่านจริงจัง และพบว่า ซีไรต์ยังคงมองหาความสดใหม่ในงานวรรณกรรมไทยอยู่เสมอ ภาพรวมของ สิงโตนอกคอก นั้นค่อนข้างชัด มันอาจจะจัดอยู่ในหมวดวรรณกรรมไซไฟโลกอนาคต หรืองานวรรณกรรมชีวิตวิพากษ์สังคมมนุษย์หนักๆ ก็ย่อมได้ และมันก็ตั้งคำถามถึงความดีงาม คุณธรรม อุดมการณ์ หรือแม้แต่อนาคตของมวลมนุษยชาติได้อย่างน่าสนใจ หลายๆ เรื่องนั้นน่าจะเอาไปสร้างเป็นหนังฮอลลีวูดมาก 

ถ้าจะต้องเลือกเรื่องโปรด เราก็ขอเริ่มที่ “จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว” เล่าถึงหมู่บ้านอันหนาวเหน็บโหดร้ายที่การตัดสินใจของผู้นำกลายเป็นตราบาปต่อตัวเค้าและทุกคนในหมู่บ้าน การตั้งคำถามถึงศีลธรรม ความรู้สึกผิดบาป และคุณค่าของหนังสือนั้นน่าสนใจมาก สะพรึง!, “โอนถ่ายความเป็นมนุษย์” เรื่องราวความรักกับระบบคอมพิวเตอร์นั้นถูกเล่าจนช้ำ แต่มันก็ยังโรแมนติกและแสนเศร้าเสมอ และ “สิงโตนอกคอก” ความเกลียดชังในความต่างและสงครามนั้นน่ากลัวเสมอ ชอบการเหลื่อมซ้อนของเรื่องสองเรื่อง ยั่วล้อกันและกัน น่าตื่นเต้น น่าหวาดหวั่น และโศกเศร้า หลายเรื่องในหนังสือจบลงด้วยโศกนาฎกรรม แต่ทำไมก็ไม่รู้ เรากลับมีความหวังอะไรบางอย่างหลงเหลืออยู่ บางทีอาจเป็นเพราะการหยอด “ความหวัง” ที่ซุกซ่อนอยู่รายทาง บางทีโลกอาจจะไม่โหดร้ายจนเกินไป บางทีความดีงามในตัวมนุษย์อาจจะหลงเหลือให้พอเยียวยาหรือแก้ไขความผิดพลาดได้บ้าง หรือบางทีเราอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไป


Image may contain: 2 people, text
London Scene
โอ๊ต มณเฑียร เขียน

London Scene เปิดโลกอีกใบให้กับเรา โลกแห่งความรุ่มรวยของศิลปะ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม แฟชั่น และไลฟ์สไตล์แบบลอนดอนเนอร์ โลกที่เรารู้ดีว่าคงยากที่จะมีโอกาสได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง แต่การนั่งพลิกหน้าหนังสือของโอ๊ต มณเฑียร ก็ทำให้เราตื่นเต้น และเติมเต็มอะไรบางอย่างภายในในคราวเดียวกัน ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเรา โอ๊ต มณเฑียร จะพาเราไปทำความรู้จักกับลอนดอนในอีกด้าน ไม่ใช่ด้านที่นิตยสารแฟชั่นชอบนำเสนอ ไม่ใช่ด้านที่หนังสือสารคดีท่องเที่ยวเล่มไหนเคยทำ และไม่ใช่ด้านประวัติศาสตร์แสนน่าเบื่อ แต่มันเป็นการพาไปลัดเลาะด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ละบทจะนำเสนอเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราไม่เคยรู้ด้วยชั้นเชิงที่กระตุ้นให้เราอยากรู้มากขึ้นไปอีก แล้วขมวดปมลงท้ายด้วยมุมมองและทัศนคติส่วนตัวที่ทำให้เราต้องพักเบรคเป็นระยะ บ้างเพราะเจ็บจุกที่ถูกจิกกัด บ้างเพราะอิ่มเอมเต็มที่แล้ว บ้างเพราะต้องพักขำกับความอารมณ์ดีของโอ๊ต

มีหลายตอนที่บันเทิงและบันดาลใจมาก อย่างกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ Victoria & Albert ที่เราอยากให้มีในเมืองไทยบ้าง, แอพ Soho Stories ที่นำเที่ยวในย่านโซโหแบบเจาะลึกและเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ซึ่งเราอยากทำแบบเดียวกันนี้ในย่านสีลมเหลือเกิน, เรื่องราวของแฟชั่นนิสต้าหลุดโลกแสนเหงาอย่าง Daniel Lismore, การฝึกสติของชาวลอนดอน และอีกมากมาย แน่นอนการเป็นศิลปินของโอ๊ต มณเฑียร ทำให้ภาพประกอบทุกหน้ามีความหมาย และมันก็ช่วยแต่งเติมเรื่องเล่าของเค้าให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น


Mostly Cloudy มีเมฆเป็นส่วนมาก
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล เขียน

หนังสือรวมบทความที่หยิบจับเอาข่าวสาร-เทรนด์ในโลกเทคโนโลยี-อินเทอร์เน็ต มายำเข้ากับการวิเคราะห์มนุษย์ ผสมกับทฤษฎีอันหลากหลาย ฟังดูเหมือนจะหนัก เฉพาะทาง และไกลตัว แต่ในความหนักกลับอ่านง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ และในความเฉพาะทางหรือไกลตัวมันก็ถูกดึงมาใกล้ตัวแบบไม่ต้องพยายามอะไรเลย เพราะสุดท้ายดูเหมือนโลกแห่งอินเทอร์เน็ตจะเชื่อมต่อตัวเราไว้กับสิ่งต่างๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศอีกฟากโลกเพียงปลายนิ้วคลิก ... แหม ฟังดูคลิเช่มาก แต่เชื่อเถอะว่าในหนังสือเล่มนี้ มันมีอะไรมากกว่าเรื่องคลิเช่ๆ ที่เราคิดว่า “รู้อยู่แล้ว” เยอะนัก

มีหลายบทที่จี๊ดใจเรามาก อย่างเรื่องแนวคิด Serendipity ที่เราเคยชื่อว่าการมีอินเทอร์เน็ตจะทำให้เราค้นพบอะไรใหม่ๆ อย่างบังเอิญได้มากขึ้น ทว่า Filter Bubble Effect กลับไม่ทำให้เราค้นพบอะไรใหม่ได้เลย เพราะทุกสิ่งที่เราต้องการค้นในอินเทอร์เน็ตมันถูกกรองหรือถูกล้อมด้วยความสนใจในอดีตของเราผ่านการไลค์หรือคอมเมนต์ไปแล้ว, การเก็บข้อมูลการอ่าน E-book ของแอพพลิเคชั่นต่างๆ มันไม่ใช่แค่เก็บว่าเราซื้ออะไรไปอ่าน แต่มันเก็บลึกไปถึงว่า เราเปิดดูหน้าไหนบ้าง หน้าไหนหยุดอ่านนาน ราวกับว่ามีสายตาอีกคู่จ้องสิ่งที่เรากำลังอ่านผ่านบ่าเรา, เฟซบุ๊ก-โซเชียลมีเดียดีท็อกซ์ ทั้งฝั่งสนับสนุนและฝั่งตีกลับ, ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันมีอยู่จริงหรือ, Slacktivist นักรณรงค์ขี้เกียจที่เชื่อว่าการไลค์แอนด์แชร์ก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมแล้ว, ทำไมอินเทอร์เน็ตจึงดูเกรี้ยวกราดตลอดเวลา, การประจานผ่านเน็ตถือเป็น Online Bullying หรือไม่, วัฒนธรรมอัลกอริธึม, วิธีการสร้างความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น White Walling ลบทุกอย่างที่เคยโพสต์ในอดีตบนเฟซบุ๊กเสมอ / Social Steganography การเข้ารหัสสิ่งที่โพสต์, เรื่องของเหล่า Social Justice Warrior ที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ความเท่าเทียมกันของมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด และพร้อมโจมตีผู้คิดต่างได้ทุกเมื่อ



จีนสมัยใหม่: ความรู้ฉบับพกพา Modern China: A Very Short Introduction
Rana Mitter เขียน / กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์ แปล

รานา มิตเตอร์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็น
อาจารย์ผู้บรรยายวิชาประวัติศาสตร์และการเมืองของจีนสมัยใหม่ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซึ่งการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนการได้อ่านเอกสารบรรยายในคลาสเรียนนั่นแหละ เพราะมันเริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามว่าจีนสมัยใหม่คืออะไร การย้อนกลับไปให้เราทำความเข้าใจสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ความคิดความเชื่อ และวิถีชีวิตของคนจีนในทุกชนชั้นตั้งแต่ยุคจักรพรรดิ ก่อนจะเข้าสู่ความพยายามสถาปนาระบอบสาธารณรัฐของซุนยัตเซ็น ส่งต่อสู่การปกครองของพรรคชาตินิยมโดยเจียงไคเช็ก ก่อนจะกลับตาลปัตรในยุคเหมาเจ๋อตงเรืองอำนาจ การปฏิวัติวัฒนธรรมอันบ้าคลั่ง ต่อด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจในยุคเติ้งเสี่ยวผิง จนถึงการพัฒนาประเทศอันดูเหมือนเป็นการก้าวกระโดดของผู้นำยุคปัจจุบัน